komsaksukom law office

komsaksukom  law office
komsaksukom law office

วันจันทร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2553

ระบบไกล่เกลี่ยประนีประนอมยอมความ

ระบบไกล่เกลี่ยประนีประนอมยอมความมีแนวความคิดอยู่บนพื้นฐานของความสมัครใจของคู่ความ โดยผู้พิพากษาเป็นผู้ประสานให้เกิดความร่วมมือร่วมใจกัน ค้นหาสิ่งที่คู่ความทุกฝ่ายพอใจด้วยการเจรจาผ่อนปรนให้แก่กันและกันตามวิถีแห่งสังคมไทยมิใช่การค้นหาข้อเท็จจริงหรือค่าความเสียหายที่พิพากษาโต้เถียงกันด้วยการไต่สวนหรือสืบพยาน แต่กระทำโดยใช้กระบวนการที่ไม่เคร่งครัดในวิธีพิจารณาความที่ปฎิบัติต่อคดีทั่วๆไปทั้งนี้โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 19 และมาตรา 20 ระบบการไกล่เกลี่ยประนีประนอมยอมความเป็นกระบวนการที่ทำในศาลโดยคู่ความสามารถร้องขอให้ศาลดำเนินการไกล่เกลี่ยได้ทุกระยะและทุกชั้นศาล โดยไม่มีข้อจำกัด ค้นหาทุกสิ่งที่คู่ความทุกฝ่ยพอใจแล้วระงับข้อพิพาทด้วยการตกลงทำสัญญา ประนีประนอมยอมความกันเมื่อศาลพิพากษาตามยอมแล้วหากคู่ความฝ่ายใดไม่ปฎิบัติตาม ก็สามารถร้องขอให้บัคับคดีได้ทันทีโดยไม่ต้องฟ้องหรือร้องขอเป็นคดีขึ้นใหม่ นอกจากนี้คู่ความยังไม่รับการแบ่งเบาภาระด้วยการได้รับเงินค่าขึ้นศาลคืนทั้งหมดหรือบางส่วน ทั้งการระงับข้อพิพาทดังกล่าวเกิดจากการสมัครใจและพอใจของคู่ความไม่เกิดความรู้สึกว่าฝ่ายใดชนะฝ่ายใดแพ้คู่ความยังคงมีความรู้สึกที่ดีต่อกันเป็นการรักษาความเสียหายทางจิตใจยุติข้อพิพาทบาดหมางที่มีต่อกันเป็นหนทางทำให้คืนดีกันหรือรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไว้ให้มากที่สุดจึงนับได้ว่าระบบการไกล่เกลี่ยประนีประนอมยอมความเป็นมิติใหม่ในการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน

การเข้าสู่ระบบไกล่เกลี่ยคดี
มีหลักปฎิบัติ 3 ประการ
1. ผู้พิพากษาที่ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยคดี ต้องเป็นคนละคนกับผู้พิพากษาที่จะพิจารณาคดี เพื่อทำให้คู่ความมั่นใจว่าผู้พิพากษาที่จะพิจารณาคดีไม่รู้เห็นเหตุการณ์ในการไกล่เกลี่ยสิ่งที่คู่ความต่อรองหรือยอมรับข้อเท็จจริงใดๆจะไม่มีผลต่อคดีทำให้คู่ความที่เข้าสู่ระบบการไกล่เกลี่ยกล้าที่จะเปิดเผยความจริงอันจะทำให้การเจรจาตกลงง่ายขึ้น

2. สำนวนไกล่เกลี่ยจะต้องแยกออกจากสำนวนเดิม โดยตั้งเป็นสำนวนใหม่ผูกติดกับสำนวนเดิมคล้ายกับสำนวนประเด็นเพื่อมิให้ข้อเท็จจริงที่บันทึกไว้ในการไกล่เกลี่ยปรากฎในสำนวนเดิมและหากคู่ความตกลงกันไม่ได้ก็จะปลดสำนวนไกล่เกลี่ยนั้นออกเผาทำลายเสียมิให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำไปใช้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้

3. ห้องไกล่เกลี่ยจะต้องแยกออกจากห้องพิจารณาคดีจัดให้มีลักษณะเป็นห้องประชุมเป็นสัดส่วนโดยเฉพาะ มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกพร้อม สร้างบรรยากาศให้เป็นกันเอง ห้องไกล่เกลี่ยที่จัดไว้เป็นการเฉพาะย่อมจะเอื้ออำนวยต่อการเจรจาขิงคู่ความให้สามารถตกลงกันได้ง่ายยิ่งขึ้น

หลักเกณฑ์ในการเข้าสู่ระบบไกล่เกลี่ยคดี
1. ตัวความ ต้องสมัครใจและเต็มใจใช้ระบบนี้ทั้ง 2 ฝ่าย ข้อตกลงที่จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันนั้น คู่ความทั้ง2ฝ่ายจะต้องพอใจ
2. ผู้พิพากษาผู้ไกล่เกลี่ยต้องมีความสนใจและสมัครใจที่จะเป็นผู้ไกล่เกลี่ย
3. สำนวน
-สำนวนฟ้องใหม่เมื่อโจทก์ยื่นฟ้อง เจ้าหน้าที่แผนกรับฟ้องจะมีแบบสอบถามว่าจะให้ศาลไกล่เกลี่ยหรือไม่และในหมายเรียกซึ่งส่งให้แก่จำเลยพร้อมสำเนาคำฟ้อง จะมีข้อความแจ้งจำเลยด้วยว่าหากประสงค์จะให้ศาลไกล่เกลี่ยประนีประนอมยอมความให้ติดต่อกลับมาที่ศาล หากมีการตอบรับการไกล่เกลี่ยกลับมาก็
จะดำเนินการนำสำนวนจ่ายผู้พิพากษาทำการไกล่เกลี่ยต่อไป

- สำนวนระหว่างพิจารณา ศาลเห็นสมควรใช้ระบบไกล่เกลี่ยก็ส่งสำนวนเข้าสู่ระบบการไกล่เกลี่ยได้หรือคู่ความยื่นคำแถลงหรือแถลงด้วยวาจาขอใช้ระบบการไกล่เกลี่ย ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนก็จะส่งสำนวนเข้าสู่ระบบการไกล่เกลี่ยได้เช่นกัน

ระยะเวลาในการไกล่เกลี่ย
สำนวนควรจะอยู่ในระบบการไกล่เกลี่ยเพียง 3 เดือน อย่างช้าไม่เกิน 6 เดือน หากไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จให้ส่งคืนเข้าสู่ระบบเดิมเพื่อป้องกันมิให้มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้เป็นการประวิงคดี

ผู้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย
ต้องให้ผู้พิพากษาเป็นผู้ไกล่เกลี่ย เพื่อให้คู่ความทุกฝ่ายมั่นใจว่าเป็นกลางและให้ความเป็นธรรมได้ นอกจากนี้ผู้พิพากษายังชี้ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายได้ชัดเจน ถูกต้องตรงประเด็นทั้งแนะแนวทางตกลงประนีประนอมยอมความได้ถูกต้อง เป็นธรรมตามความประสงค์ของคู่ความ

การลงโทษ การเปลี่ยนโทษ และการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน

ศาลเยาวชนและครอบครัว มีอำนาจใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนโดยการเปลี่ยนโทษจำคุกหรือวิธีการเพื่อความปลอดภัยเฉพาะการกักกันเป็นการกักและอบรมซึ่งจะต้องกักและอบรมในสถานที่ที่มิใช่เรือนจำ เป็นเวลาตามที่ศาลกำหนดไม่เกินกว่าเวลาที่ผู้นั้นมีอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์ หรือเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปยังโรงเรียนหรือสถานฝึกและอบรมเป็นเวลาตามที่ศาลกำหนดแต่ไม่เกินกว่าเวลาที่ผู้นั้นมีอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์
หรือเปลี่ยนโทษปรับเป็นการคุมความประพฤติ โดยกำหนดเงื่อนไขข้อเดียวหรือหลายข้อก็ได้

การดำเนินการแก่เด็กและเยาวชนเมื่อศาลพิพากษายกฟ้อง
กรณีที่ศาลพิพากษายกฟ้องปล่อยเด็กหรือเยาวชนไป เพราะไม่มีความผิดหากศาลเห็นว่าควรจะกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติของเด็กหรือเยาวชนนั้นไว้ เพื่อสวัสดิภาพและอนาคตของเด็กหรือเยาวชน ก็ให้ศาลมีอำนาจที่จะออกคำสั่งห้ามเด็กหรือเยาวชนนั้นไม่ได้ โดยให้พนักงานคุมประพฤติมีอำนาจสอดส่องการปฎิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดได้

การพิพากษาคดีอาญาเด็กและเยาวชน

ในกรณีที่ศาลเห็นว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดียังไม่สมควรจะมีคำพิพากญาศาลจะมีคำสั่งให้ปล่อยตัวจำเลยชั่วคราว หรือจะส่งตัวไปควบคุมไว้ยังสถานพินิจชั่วคราวหรือใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน
กรณีศาลพิจารณาคดีแล้วฟังได้ว่า เด็กหรือเยาวชนนั้นกระทำผิดกฎหมายจริง ศาลจะมีคำพิพากษาว่า เด็กหรือเยาวชนนั้นมีความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ส่วนวิธีการดำเนินการแก่เด็กหรือเยาวชนที่มีความผิดอาจแยกพิจารณาได้ดังต่อไปนี้

-กรณีเด็กอายุ 7 ปีบริบูรณ์ แต่ยังไม่เกิน 14 ปีบริบูรณ์ไม่ต้องได้รับโทษแต่ศาลมีอำนาจว่ากล่าวตักเตือนเด็กหรือบิดามารดาผู้ปกครองหรือบุคคลที่เด็กอาศัยอยู่ด้วยได้ โดยจะวางข้อกำหนดให้คอยระวังไม่ให้เด็กก่อเหตุร้ายภายในกำหนดเวลาไม่เกิน 3 ปี หากเด็กก่อเหตุร้ายขึ้นจะต้องชำระเงินต่อศาลไม่เกินครั้งละ 1,000บาทก็ได้ ศาลจะกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมประพฤติเด็กโดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติของสถานพินิจ หรือพนักงานที่ศาลระบุไว้เป็นครั้งคราวก็ได้ หรือศาลอาจจะมีคำสั่งให้ส่งตัวเด็กนั้นไปโรงเรียนหรือสถานฝึกและอบรมของสถานพินิจ ตลอดระยะเวลาที่ศาลกำหนดแต่ไม่ให้เกินกว่าที่เด็กนั้นจะครบอายุ 18 ปี
- กรณีผู้กระทำผิดมีอายุกว่า 14 ปีบริบูรณ์ แต่ยังไม่ถึง 17 ปีบริบูรณ์ หากศาลเห็นว่าสมควรพิพากษาลงโทษ ก็ให้ลดมาตราส่วนโทษ ที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นลงกึ่งหนึ่งก็ได้และศาลจะใช้วิธีการรอลงอาญา โดยจะกำหนดเงื่อนไขคุมประพฤติด้วยก็ได้

- สำหรับบุคคลที่อายุกว่า 17 ปีบริบูรณ์ แต่ยังไม่ครบ 18 ปี บริบูรณ์ ศาลเห็นสมควรจะลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นลงหนึ่งในสามหรือกึ่งหนึ่งก็ได้และศาลจะใช้วิธีการรอการลงอาญา พร้อมกับวางเงื่อนไขคุมประพฤติด้วยก็ได้

การสอบสวนคดีอาญาเด็กหรือเยาวชน

กฎหมายกำหนดให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบดำเนินการสอบสวนและส่งสำนวนให้พนักงานอัยการฟ้องต่อศาลภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่เด็กหรือเยาวชนถูกจับกุม แลพในระหว่างสอบสวน ผู้อำนวยการสถานพินิจ จะสั่งให้พนักงานคุมประพฤติทำการสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอายุ ความประพฤติของเด็กหรือเยาวชนแล้วทำรายงานเสนอพนักงานสอบสวน เพื่อรวมเข้ากับสำเนาการสอบสวนเสนอพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อไป
ผู้้มีอำนาจฟ้องคดีอาญา ได้แก่พนักงานอัยการ หรือผู้เสียหาย กรณีผู้เสียหายฟ้องคดีเอง ต้องได้รับอนุญาตจากผู้อำนวยการสถานพินิจเสียก่อน
การพิจารณาคดีอาญา
ต้องกระทำในห้องพิจารณาที่ไม่ใช่ห้องพิจารณาคดีธรรมดากระทำโดยลับผู้มีสิทธิเข้าฟังการพิจารณาได้มีเฉพาะบุคคลดังต่อไปนี้
- จำเลยที่ปรึกษากฎหมายของจำเลย และผู้ควบคุมตัวจำเลย
- บิดา มารดา ผู้ปกครองหรือบุคคลที่จำเลยอาศัยอยู่ด้วย
- พนักงานศาล และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
- โจทก์และทนายโจทก์
- พยานผู้ชำนาญการพิเศษและล่าม
- พนักงานตุมประพฤติพนักงานอื่นของสถานพินิจ
-บุคคลอื่นที่ศาลเห็นสมควรอนุญาติ
ในการพิจารณาคดีอาญาเด็กหรือเยาวชนจะให้ทนายความว่าความแทนไม่ได้ แต่ให้มีที่ปรึกษากฎหมายได้ เพื่อทำหน้าที่อย่างเดียวกับทนายความ

องค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีอาญา
ตามพระธรรมนูญ ศาลยุติธรรม มาตรา 22 กำหนดไว้องค์คณะประกอบด้วยผู้พิพากษาอย่างน้อย 2 คน และ
ผู้พิพากษาสมทบอีก 2 คน ซึ่งอย่างน้อยต้องเป็นสตรี 1 คน เป็นองค์คณะพิจารณาคดี

วันอาทิตย์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2553

การดำเนินคดีอาญาเด็กหรือเยาวชน

เด็กหรือเยาวชน ที่ถูกข้อหาว่ากระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด ซึ่งเข้ามาสู่อำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวได้นั้น จะต้องเป็นเด็กหรือเยาวชนที่มีอายุอยู่ในเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนดในวันที่กระทำผิดเกิดขึ้น
การจับกุม
ห้ามจับเด็กซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดเว้นแต่
-กระทำผิดซึ่งหน้า
- ผู้เสียหายชี้ตังและยืนยันให้จับ
- มีผู้ให้จับ โดยแจ้งว่าได้ร้องทุกข์แล้ว
-มีหมายจับ
สำหรับเยาวชน จับกุมได้เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ ตามประมวลกำหมายวิธีพิจารณาความอาญา
เมื่อมีการจับกุมเด็กหรือเยาวชนซึ่งกระทำผิด กฎหมายกำหนดให้เจ้าพนักงานจับกุม แจ้งการจับกุมไปยังผู้อำนวยการสถานพินิจ และบิดามารดาผู้ปกครอง หรือบุคคลที่เด็กหรือเยาวชนอาศัยอยู่ด้วยโดยไม่ชักช้า
ในการถามปากคำเด็กหรือเยาวชน ให้พนักงานสอบสวนถามปากคำเสร็จภายใน 24 ชั่วโมง นับแต่วัน
เวลาที่เด็กหรือเยาวชนนั้น มาถึงสถานที่ทำการของพนักงานสอบสวน ต่อจากนั้นจะต้องส่งตัวเด็ก หรือเยาวชนไปยังสถานพินิจ และผู้อำนวยการสถานพินิจ จะควบคุมเด็กหรือเยาวชนนั้นไว้ หรือจะปล่อยตัวไปชั่วคราวโดยไม่มีประกันหรือมีประกันหรือมีประกันและหลักประกันก็ได้

การดำเนินคดีอาญาเด็กหรือเยาวชน

การเบิกความเท็จ

พยานผู้เบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาลถ้าความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี ก็มีความผิดตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 177 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 10,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าเป็นการเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปีและปรับไม่เกิน 14,000
บาท

การเบิกความเท็จ

คดีอาญาสามารถเลิกแล้วต่อกันได้ในชั้นพนักงานสอบสวนดังนี้

1. คดีอาญาที่เป็นความผิดต่อส่วนตัว เช่นคดีฉ้อโกงทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ เป็นต้น เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์
2. คดีที่พนักงานสอบสวนมีอำนาจเปรียบเทียบปรับ และผู้ต้องหาได้ชำระค่าปรับตามกำหนดแล้ว เช่น
คดีความผิดพระราชบัญญัติจราจร เป็นต้น

วันเสาร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2553

การประกันตัวผู้ต้องหา

ในกรณีที่ท่านต้องการประกันตัวผู้ต้องหาซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ในชั้นสอบสวนท่านควรมีหลักฐานต่างๆดังนี้
1.บัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านของนายประกันและคู่สมรส
2. ถ้านายประกันมีคู่สมราส ต้องให้คู่สมรสยินยอมให้นำหลักทรัพย์มาใช้ประกัน ถ้าคู่สมรสเสียชีวิตหรือหย่ากันแล้วต้องมีใบมรณะบัตรหรือใบหย่าของคู่สมรสหรือทะเบียนบ้านที่ประทับคำว่า ตาย ที่หน้าชื่อคู่สมรสมาแสดงด้วย
3. ในกรณีที่เจ้าของหลักทรัพย์มอบอำนาจให้ผู้อื่นนำหลักทรัพย์มาทำประกันแทนจะต้องนำหลักฐานตามข้อ
(1)ของเจ้าของหลักทรัพย์และของผู้รับมอบอำนาจมาด้วยการมอบอำนาจจะต้องมีการรับรองการมอบอำนาจโดยนายอำเภอหรือผู้แทนซึ่งลงลายมือชื่อรับรองและประทับตราประจำตำแหน่งเป็นสำคัญ
4. เงินสดด 1000 หรือแแล้วแต่ศาลเห็นสมควร

หลักทรัพย์ที่ใช้ในการประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย
1. เงินสด
2. โฉนดที่ดิน น.ส.3 น.ส.3 ก. ต้องมีหนังสือรับริงราคาประเมินที่ดินของเจ้าพนักงานที่ดินหรือนายอำเภอท้องที่มาแสดงด้วย
3. พันธบัตรรัฐบาลหรือสลากออมสิน
4. สมุดหรือใบรับเงินฝากประจำของธนาคาร ต้องมีหนังสือรับรองยอดเงินคงเหลือปัจจุบันของะนาคารมาแสดงด้วย
5. ตั๋วแลกเงินที่ธนาคารเป็นผู้จ่ายและธนาคารผู้จ่ายรับรองตลอดไปแล้ว
6. ตั๋วสัญญาใช้เงินที่ธนาคารเป็นผู้ออกตั๋ว
7. เช็คที่ธนาคารเป็นผู้สั่งจ่ายหรือรับรอง
8. หนังสือรับรองของธนาคารเพื่อชำระเบี้ยประกันแทนในกรณีผิดสัญญาประกัน
9. บุคคลเป็นประกันหรือหลักประกัน ต้องมีหนังสือรับรองจากต้นสังกัดแสดงฐานะอัตราเงินเดือนมาแสดงด้วย

การใช้บุคคลเป็นประกัน
1. ข้าราชการระดับ 3-5 ใช้ตนเองเป็นหลักประกันได้ในวงเงินไม่เกิน 60,000 บาท
2. ข้าราชการระดับ 6-8 ใช้ตนเองเป็นหลักประกันได้ในวงเงินไม่เกิน 200,000 บาท
3. ข้าราชการระดับ 9-10 ใช้ตนเองเป็นหลักประกันได้ในวงเงินไม่เกิน 500,000บาท
4. ข้าราชการระดับ 11 ใช้ตนเองเป็นหลักประกันได้ในวงเงินไม่เกิน 800,000บาท

วันพฤหัสบดีที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2553

โจทก์ในคดีอาญา

โจทก์ หมายความถึงพนักงานอัยการหรือผู้เสียหายซึ่งฟ้องคดีอาญาต่อศาลหรือทั้งคู่ในเมื่อพนักงานอัยการหรือผู้เสียหายเป็นโจทก์ร่วมกัน
ผู้เสียหาย หมายถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดทางอาญา
*ในกรณีที่ผู้เสียหายเป็นหญิงที่มีสามีแล้ว หญิงนั้นมีสิทธิฟ้องคดีได้เองโดยมิต้องได้รับอนุญาตจากสามีก่อน
ความรู้เกี่ยวกับศาล
ศาลเป็นหน่วยงานที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงยุติธรรมมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณา พิพากษาคดีโดยอิสระมีข้าราชการปฎิบัติหน้าที่แยกได้เป็น 2 ประเภท 1 . คือผู้พิพากษามีอำนาจหน้าที่ในการ
พิจารณาพิพากษาคดีความต่างๆ ตามตััวบทกฎหมาย 2. คือข้าราชการธุรการ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับงานธุรการต่างๆของศาล เพื่อช่วยให้การพิจารณาพิพากษาของศาลดำเนินไปได้สะดวกและรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ศาลแแบ่งออกเป็น 3 ลำดับ ชั้นศาล คือ 1. ศาลชั้นต้น คือศาลที่เริ่มพิจารณาคดีและตัด
สินคดีความเป็นลำดับแรก ซึ่งในศาลชั้นต้นนี้จะมีการสืบพยานต่างๆต่อหน้าผู้พิพากษาด้วย
2. ศาลอุทธรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาคดีแล้ว หากโจทย์และจำเลยไม่พอใจก็สามารถอุทธรณ์คำพิพากษาไปยังศาลอุทธรณ์ แต่การอุทธรณ์คดีความได้หรือไม่ก็ต้องพิจารณาตามกฎหมายวิธีพิจารณาความ
ปัจจุบันศาลอุทธรณ์ตั้งอยู่กรุงเทพมหานคร มีศาลอุทธรณ์กลาง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 -3 ซึ่งรับผิดชอบคดีจากศาลชั้นต้นภายในเขตอำนาจ ภายหลังจากที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาคดีแล้ว หากโจทก์แลจำเลยไม่พอใจคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ก็สามารถอุทรณ์คำพิพากษาไปยังศาลฎีกาได้แต่การใช้สิทธิ
ดังกล่าวก็ต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความเช่นเดียวกัน หากศาลฏีกาพิพากษาคดีความ
อย่างไร คดีถือว่าถึงที่สุดแล้ว โจทก์และจำเลยต้องปฎิบัติตามคำพิพากษานั้นๆ